นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ กระทรวงอุตฯ จ่อตั้งกองทุนแสนล้านยกระดับ SME ด้วยนวัตกรรม เป็นเรื่องดี พร้อมเสนอ 5 แนวทางดำเนินการเพื่อความคุ้มค่าเงินลงทุน เผยไทยมีหน่วยงานที่ทำงานด้าน SME และนวัตกรรมอยู่มาก ควรใช้โอกาสนี้บูรณาการทั้งระบบ แนะสถานการณ์เร่งด่วนต้องออกมาตรการช่วย SME ให้รอดจากวิกฤตตะวันออกกลางก่อน หากล้มทั้งระบบ กระทบเศรษฐกิจ-ความสามารถในการแข่งขัน
รศ. ดร.อัญณิฐา ดิษฐานนท์ อาจารย์ประจำหลักสูตรการบริหารนวัตกรรมและเทคโนโลยี วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการ SME ภายใต้วงเงินแสนล้านบาทถือเป็นเรื่องที่ดี แต่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องระวังไม่ให้กองทุนที่จะตั้งขึ้นมาใหม่นี้ กลายเป็นกล่องงบประมาณอีกใบที่แยกส่วนการทำงานออกไปจากระบบเดิมจน SME เกิดความสับสน ต้องทำเอกสารหรือกรอกข้อมูลซ้ำซ้อนหลายรอบ จนสุดท้ายแล้วเสียเวลาไปกับระบบมากกว่าการแก้ไขปัญหาธุรกิจจริงๆ
รศ. ดร.อัญณิฐา กล่าวว่า หากจะทำให้เกิดความคุ้มค่าต่อเม็ดเงินที่จะลงไปสนับสนุน SME และมีส่วนช่วยในการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ส่วนตัวมองว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาลควรดำเนินการอย่างน้อย 5 ประเด็น ให้สำเร็จ ทั้งนี้ประกอบด้วย
- งบประมาณที่สนับสนุนSME ต้องไม่ใช่เงินอุดหนุนที่ทำให้เกิดการพึ่งพา หากแต่ต้องเป็นเงินที่ช่วยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน เพื่อทำให้ SME สร้างผลิตภาพได้มากขึ้น เพราะปัญหาของ SME ไทยไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่ยังมีเรื่องทักษะ การเข้าถึงเทคโนโลยี มาตรฐาน กฎระเบียบ และการเข้าถึงตลาดด้วย ซึ่งจากข้อมูลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในปี 2567 พบว่า SME ราว 3.25 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.5% ของกิจการ SME ทั้งหมด ครอบคลุมการจ้างงานถึง 13.4 ล้านคน หรือ 68.8% ของการจ้างงานทั้งประเทศ แต่กลับสร้าง GDP ได้เพียง 34.8% เท่านั้น
- กองทุนต้องมีการวัดผลจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงเช่น ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น การผ่านมาตรฐาน การขยายตลาด ไม่ใช่วัดแค่จำนวนโครงการที่อนุมัติ 3. กองทุนต้องมีระบบติดตามและทบทวนเป็นระยะ และหากพบว่าทำแล้วไม่เกิดผลก็ต้องกล้าปรับหรือยุติ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นกองทุนถาวรโดยไม่มีการประเมิน 4. กองทุนต้องไม่ออกแบบการสนับสนุนที่เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งระบบ เพราะมีโอกาสสูงที่จะไม่ตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยจากผู้ประกอบการ SME ทั้งหมด มีจำนวน 84.5% เป็นกลุ่ม Micro หรือรายย่อย และแบ่งเป็นขนาดเล็ก 13% และขนาดกลางเพียง 2% ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความพร้อมและความต้องการแตกต่างกันอย่างมาก
- ต้องทำone-stop service ของภาครัฐให้เกิดขึ้นจริง และเชื่อมโยงกองทุนกับกลไกนี้ พร้อมกับมีที่ปรึกษา หรือ SME Navigator ช่วยวินิจฉัยและวิเคราะห์ปัญหาที่แท้จริง จัดลำดับความสำคัญ แนะนำเส้นทางการพัฒนาให้เหมาะกับธุรกิจแต่ละราย และส่งต่อไปยังเครื่องมือที่เหมาะสม เช่น คูปองนวัตกรรม/การพัฒนา ทุนเฉพาะด้าน ฯลฯ เพื่อไม่ให้เงินกระจายแบบไร้ทิศทาง แต่ถูกใช้เพื่อยกระดับอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง รวมถึงผู้ประกอบการบางรายยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรพัฒนาตรงไหนก่อน บางรายคิดว่ามีปัญหาการตลาด แต่จริงๆ อยู่ที่ต้นทุนหรือระบบการผลิต จึงไม่ควรปล่อยให้ SME ต้องเดาปัญหาและเลือกโครงการเองทั้งหมด
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีหน่วยงานที่ทำงานด้าน SME และนวัตกรรมอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ (Depa) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รวมถึงกลไกของมหาวิทยาลัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ในภูมิภาค ดังนั้นควรใช้โอกาสนี้ทำให้เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกัน
สำหรับการบูรณาการ ควรเกิดขึ้นใน 3 ระดับ ได้แก่ 1. ระดับนโยบาย ควรมีกลไกกลางที่ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ร่วมของประเทศในการพัฒนา SME ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เพราะโจทย์นี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) หรือแม้แต่ภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าไม่มีเจ้าภาพกลาง การทำงานก็จะซ้ำซ้อนเหมือนเดิม
- ระดับปฏิบัติการประเทศไทยควรมี one-stop service journey ที่ SME เข้าถึงได้จากจุดเดียว กรอกข้อมูลครั้งเดียว ประเมินครั้งเดียว และระบบสามารถช่วยคัดกรองและส่งต่อไปยังบริการที่เหมาะสมได้ เช่น เครื่องมือด้านนวัตกรรมของ NIA, โครงการดิจิทัลของ depa, มาตรการภาษีหรือสินเชื่อ โดยใช้ข้อมูลร่วมกัน
- ระดับส่งมอบบริการจริงถึงตัวSME ตรงนี้ไทยมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว ทั้งหน่วยงานพัฒนา SME อย่าง สสว. อุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์บ่มเพาะในมหาวิทยาลัย เครือข่ายหน่วยงานของ อว. และกลไกเชิงพื้นที่อื่นๆ ซึ่งควรถูกใช้เป็นฐานในการทำงานกับ SME แต่ละภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ใช้เฉพาะตอนมีโครงการอบรมหรือกิจกรรมระยะสั้น เพราะการพัฒนา SME ที่ได้ผลจริงต้องมีการติดตามต่อ วินิจฉัยซ้ำ และยกระดับต่อเนื่อง ไม่ใช่เข้าโครงการหนึ่งครั้งแล้วถือว่าจบ
อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งกองทุนมูลค่าแสนล้านบาทถือว่าเป็นมาตรการสนับสนุน SME ในระยะยาว ซึ่งมาตรการระยะยาวจะไม่มีความหมายเลย หากผู้ประกอบการอยู่รอดไม่ถึงวันนั้น ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาล กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งดำเนินการโดยทันทีคือ การออกมาตรการที่เร็ว-ง่าย-ตรง เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เสริมสภาพคล่อง เช่น การลดภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน ชะลอภาระที่กดต้นทุน สนับสนุนเงินหมุนเวียนระยะสั้น หรือช่วยปรับธุรกิจในช่วงวิกฤต ฯลฯ เพื่อช่วยให้ SME ปรับตัวได้ทัน อยู่รอดและผ่านพ้นวิกฤตตะวันออกกลางนี้ไปให้ได้ก่อน
ทั้งนี้ หากปล่อยให้ SME จำนวนมากล้มลงในสถานการณ์นี้ จะกระทบทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพราะ SME เป็นทั้งฐานของการจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจท้องถิ่นจำนวนมาก ดังนั้นสิ่งที่จะตามมาคือ GDP หดตัว การจ้างงานหาย รายได้ครัวเรือนลดลง ปัญหาสังคมจะตามมาอย่างรวดเร็ว โดยผลกระทบจะลามต่อไปถึงระบบการเงินและบริษัทขนาดใหญ่ด้วย เนื่องจาก SME จำนวนมากเป็นซัพพลายเออร์อยู่ในห่วงโซ่การผลิต การลงทุนใหม่จะชะลอตัวลง ส่งผลต่อไปถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง และที่น่ากังวลที่สุดคือ เมื่อผู้ประกอบการรายเล็กล้มจำนวนมาก สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่คือความเชื่อมั่นและจิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟื้นกลับมายากมาก
“การช่วยเหลือไม่ควรเป็นมาตรการเฉพาะหน้าแบบแยกส่วนแล้วจบ รัฐควรใช้จังหวะนี้สร้างระบบ one-stop service ไปพร้อมกัน เพื่อให้ SME ที่เข้ามาขอความช่วยเหลือได้รับทั้งการประคองระยะสั้นและคำแนะนำสำหรับการปรับตัวระยะกลางต่อเลย ไม่ใช่พอหมดวิกฤตก็ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่เองอีกครั้ง” รศ. ดร.อัญณิฐา กล่าว

